โรคหน้าฝนที่ต้องระวัง คู่มือดูแลสุขภาพและการป้องกัน
ศูนย์ : ศูนย์อายุรกรรม
เข้าสู่ช่วงฤดูฝนอย่างเต็มตัว อากาศที่แปรปรวนและความชื้นที่เพิ่มสูงขึ้นมักนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะ โรคหน้าฝน ที่แพร่กระจายได้ง่ายผ่านทางอากาศ น้ำ และพาหะนำโรคต่างๆ สำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องเดินทางออกจากบ้านไปทำงานหรือทำธุระ การเผชิญกับฝนตกหนัก น้ำท่วมขัง และฝูงชนในระบบขนส่งสาธารณะ กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอและเจ็บป่วยได้ง่าย หากเราละเลยการดูแลสุขภาพ ไม่พักผ่อนให้เพียงพอ หรือไม่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ก็อาจทำให้เชื้อโรคเหล่านี้จู่โจมร่างกายเราได้ทันที ในบทความนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับกลุ่มโรคยอดฮิตที่มาพร้อมหยาดฝน เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมรับมือและรักษาร่างกายให้แข็งแรงตลอดฤดูกาล
สารบัญ
5 กลุ่มโรคหน้าฝนที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
การรู้เท่าทันโรคคือปราการด่านแรกในการป้องกันตนเอง โดยเราสามารถแบ่งกลุ่มโรคที่มักระบาดหนักในช่วงหน้าฝนออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้
-
กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ
โรคในกลุ่มนี้มีหลายโรค เช่น ไข้หวัดใหญ่ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ และปอดบวม รวมถึงการติดเชื้อจาก RSV เป็นต้น
สาเหตุ เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวนบวกกับการหายใจเอาเชื้อไวรัสที่กระจายอยู่ในอากาศจากการไอ จาม ของผู้ป่วยเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหน้าฝนที่อากาศชื้น จะยิ่งทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่ายมาก เพียงแค่สัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนกับเชื้อไวรัส หรือสัมผัสกับน้ำมูกที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ก็สามารถติดต่อกันได้แล้ว
ดังนั้นวิธีการป้องกันคือ หากมีอาการป่วย หรือต้องอยู่ในที่ชุมชนแออัด ให้สวมใส่หน้ากากอนามัย ปิดปาก ปิดจมูกเวลาไอ หรือจาม ที่สำคัญควรหมั่นล้างมือบ่อยๆ รวมถึงการเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งควรฉีดเป็นประจำทุกปี และวัคซีนป้องกันไวรัส RSV โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เพื่อช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและความรุนแรงของโรค
-
กลุ่มโรคที่มียุงเป็นพาหะ
โรคในกลุ่มนี้มีหลายโรค เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้สมองอักเสบ เจอี และโรคมาลาเรีย
ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ไม่ว่าจะเป็นยุงลาย ยุงรำคาญ หรือยุงก้นปล่อง เป็นพาหะ โดยส่วนใหญ่มักจะแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา หรือภาชนะที่มีน้ำขัง
อาการที่แสดงออกส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ หากเป็นหนักอาจถึงขั้นช็อค หมดสติและเสียชีวิตได้
ป้องกันโดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรค และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง รวมถึงหลีกเลี่ยงการโดนยุงกัด การเดินป่าในหน้าฝน หรือพยายามอยู่ให้ห่างจากพื้นที่ที่มีต้นไม้เยอะ
-
กุล่มโรคติดต่อทางน้ำและอาหาร
โรคที่พบบ่อยในกลุ่มนี้ ได้แก่ โรคท้องเดิน โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคบิด โรคอาหารเป็นพิษ โรคตับอักเสบ เป็นต้น
สาเหตุเกิดจากการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์และเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารและลำไส้ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้อง ท้องเดิน ถ่ายไม่หยุด อาเจียน บางรายเป็นหนักถึงขั้นขาดน้ำและหมดสติได้
ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเรื่องอาหารการกินมากเป็นพิเศษ โดยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ใช้ช้อนกลาง ใช้ภาชนะใส่อาหารและน้ำดื่มที่ล้างสะอาด และควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร
-
กลุ่มโรคติดเชื้อทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนัง
โรคที่พบบ่อยในกลุ่มนี้ ได้แก่ โรคแลปโตสไปโรซิส หรือที่รู้จักกันในนาม "โรคฉี่หนู" และโรคตาแดง ซึ่งสาเหตุมาจากการสัมผัสกับน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อโรคที่มาพร้อมกับน้ำท่วมขัง น้ำเสียในท่อระบายน้ำ น้ำที่ปนเปื้อนสิ่งปฏิกูลทั้งจากคนและสัตว์ สัมผัสดิน สัมผัสอาหารที่ปนเปื้อนปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อของของสัตว์ที่ติดเชื้อชนิดนี้ เช่น สุนัข วัว ควาย หนู สุกร ม้า สัตว์ป่า เป็นต้น
กลุ่มเสี่ยงผู้ที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่คือ กลุ่มเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ และประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมขัง คนงานในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และพนักงานขุดท่อระบายน้ำ ทั้งนี้หลังได้รับเชื้อประมาณ 1-2 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง รวมถึงอาการตาแดง คอแข็ง สลับกับไข้ลด หากเป็นมากอาจมีจุดเลือดออกที่เพดานปาก หรือตามผิวหนัง หากเป็นหนักอาจมีอาการตับวายและไตวายได้ ดังนั้นวิธีป้องกันคือ
หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำหรือการเดินลุยในน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อปัสสาวะจากสัตว์นำโรค หากจำเป็นควรสวมใส่รองเท้าบูทป้องกันทุกครั้ง และหมั่นตรวจตราแหล่งน้ำและดินทรายที่อาจมีเชื้อปนเปื้อน ควรระบายน้ำตามท่อระบายออกแล้วล้างเพื่อกำจัดน้ำที่ปนเปื้อน
-
โรคมือเท้าปาก
โรคมือเท้าปากพบบ่อยในเด็กเล็ก ติดต่อง่าย ไม่มีวัคซีนป้องกัน และมีโอกาสเป็นเพิ่มมากขึ้นในช่วงหน้าฝน โดยสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส หลังจากรับเชื้อ 3-6 วัน ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแสดงอาการป่วย เริ่มด้วยไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย 1-2 วัน เจ็บปาก ไม่ยอมรับประทานอาหาร น้ำลายไหล เพราะมีแผลในปากเหมือนแผลร้อนใน มีผื่นเป็นจุดแดงหรือเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจมีตามลำตัว แขน ขา
ในปัจจุบัน มีวัคซีนที่ป้องกันโรคมือเท้าปาก จากเชื้อไวรัสเอนเทอโรไวรัส 71 (อีวี 71) ซึ่งมีประสิทธิภาพดี เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 เดือน - 5 ปี โดยฉีด 2 เข็ม ในการฉีดนั้นเว้นระยะห่างจากวัคซีนเข็มแรกเป็นเวลา 1 เดือน สำหรับเด็กที่เป็นโรคมือเท้าปากแล้ว สามารถฉีดได้แต่จะต้องหายจากโรคก่อนและต้องเว้นระยะห่างประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้หากมีโรคประจำตัว รับประทานยา หรือแพ้ยา และมีความกังวล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน
นอกจากนี้การป้องกันที่สำคัญ ได้แก่ แยกผู้ป่วยที่เป็นโรคไม่ให้ไปสัมผัสกับเด็กคนอื่น ผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กควรหมั่นล้างมือเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และหมั่นทำความสะอาดของเล่นและสิ่งแวดล้อมที่เด็กอยู่ทุกวัน
วิธีปฏิบัติตัวเพื่อไกลห่างโรคหน้าฝน
หากคุณเป็นหนึ่งคนที่เลี่ยงการเดินทางไม่ได้ นี่คือแนวทางปฏิบัติที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
- พกอุปกรณ์กันฝนติดตัวเสมอ ร่ม เสื้อกันฝน หรือรองเท้ากันน้ำ ช่วยลดการสัมผัสน้ำฝนและน้ำขังโดยตรง
- รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังกลับจากข้างนอกหรือเข้าห้องน้ำ
- จัดการสภาพแวดล้อม หากมีน้ำขังรอบที่พัก ให้รีบกำจัดทิ้งเพื่อป้องกันยุงลาย
- สังเกตอาการผิดปกติ หากมีไข้สูงต่อเนื่อง อาเจียนมาก หรือซึมลง ควรรีบพบแพทย์ทันที
- พิจารณาการฉีดวัคซีน เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ หรือวัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก (สำหรับเด็ก) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันล่วงหน้า
ข้อควรระวัง เมื่อมีอาการป่วย ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ เพราะอาจทำให้วินิจฉัยโรคผิดพลาดและรักษาล่าช้า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหน้าฝน
| ถาม: | ถ้าต้องเดินลุยน้ำขังบนฟุตบาท เสี่ยงเป็นโรคฉี่หนูไหม? |
| ตอบ: | มีความเสี่ยงสูง หากมีบาดแผลที่เท้า หรือเชื้อสัมผัสเยื่อบุอ่อน เชื้อจากปัสสาวะสัตว์ที่ปนในน้ำอาจเข้าสู่ร่างกายได้ |
| ถาม: | โรคมือเท้าปาก มีวัคซีนป้องกันไหม? |
| ตอบ: | มี เป็นวัคซีนป้องกันเชื้อ EV71 ซึ่งให้ผลดีในเด็กอายุ 6 เดือน - 5 ปี |
| ถาม: | ทำไมหน้าฝนถึงท้องเสียบ่อย? |
| ตอบ: | เพราะอากาศชื้นทำให้เชื้อจุลินทรีย์ในอาหารโตเร็ว และน้ำดื่มอาจปนเปื้อนเชื้อโรคจากน้ำฝนที่ชะล้างสิ่งสกปรกลงมา |
| ถาม: | อาการแบบไหนที่ต้องไปหาหมอทันที? |
| ตอบ: | ไข้สูงไม่ลด อาเจียนมาก ซึมลง หรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง |
| ถาม: | วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จำเป็นไหม? |
| ตอบ: | จำเป็นมาก โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน เพื่อลดความรุนแรงของโรค |
| ถาม: | ยุงชนิดไหนบ้างที่เป็นพาหะโรคหน้าฝน? |
| ตอบ: | ยุงลาย (ไข้เลือดออก), ยุงรำคาญ (ไข้สมองอักเสบ) และยุงก้นปล่อง (มาลาเรีย) |
| ถาม: | โรคฉี่หนูสังเกตอาการเด่นๆ ได้อย่างไร? |
| ตอบ: | ปวดกล้ามเนื้อน่องและโคนขาอย่างรุนแรง พร้อมกับมีไข้สูงเฉียบพลัน |
| ถาม: | เราจะป้องกันยุงหน้าฝนได้อย่างไร? |
| ตอบ: | กำจัดภาชนะที่มีน้ำขังรอบบ้าน และพยายามอยู่ห่างจากพื้นที่ต้นไม้รกทึบ |
การดูแลสุขภาพในช่วงหน้าฝนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสภาพอากาศที่แปรปรวนและความชื้นมักนำมาซึ่ง โรคหน้าฝน ทั้ง 5 กลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มโรคทางเดินหายใจ โรคจากยุงลาย และโรคฉี่หนูที่มาพร้อมน้ำท่วมขัง เราจึงควรหมั่นล้างมือ รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และสวมรองเท้าบูทเมื่อต้องเดินลุยน้ำ สำหรับเด็กเล็กควรเฝ้าระวังโรคมือ เท้า ปาก และพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันเพื่อลดความเสี่ยง หากมีอาการไข้สูงต่อเนื่อง อาเจียนมาก หรือซึมลง ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีและไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่แข็งแรงตลอดฤดูกาลนี้
ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
บทความทางการแพทย์ศูนย์อายุรกรรม
